คัดสรรเทคโนโลยี Serverless: แนะนำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและขยายขนาดได้
คัดสรรเทคโนโลยี Serverless: แนะนำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและขยายขนาดได้
สถาปัตยกรรม Serverless กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการปรับใช้และดูแลรักษาแอปพลิเคชันได้อย่างมาก ทำให้ผู้พัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตรรกะทางธุรกิจได้ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการใช้ประโยชน์จากข้อดีของ Serverless อย่างเต็มที่ บทความนี้จะแนะนำเครื่องมือและแหล่งข้อมูล Serverless ที่เป็นประโยชน์ โดยอิงตามการสนทนาบน X/Twitter และให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและขยายขนาดได้
ข้อดีหลักของ Serverless
ก่อนที่จะเจาะลึกเครื่องมือเฉพาะ เรามาทบทวนข้อดีหลักของ Serverless กันก่อน:
- ไม่ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์: ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าและบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเอง ลดต้นทุนการดำเนินงาน
- ขยายขนาดอัตโนมัติ: แพลตฟอร์มจะปรับทรัพยากรโดยอัตโนมัติตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันทำงานได้อย่างเสถียรภายใต้ภาระงานสูง
- จ่ายตามการใช้งานจริง: จ่ายเฉพาะทรัพยากรการประมวลผลที่ใช้จริง หลีกเลี่ยงการสิ้นเปลืองทรัพยากร
- ปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว: ลดความซับซ้อนของกระบวนการปรับใช้แอปพลิเคชัน เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา
เครื่องมือ Infrastructure as Code (IaC)
แม้ว่า Serverless จะเน้นย้ำถึงการไม่จำเป็นต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์ แต่การกำหนดค่าโครงสร้างพื้นฐานยังคงมีความสำคัญ การใช้เครื่องมือ IaC สามารถทำให้การปรับใช้และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปโดยอัตโนมัติ รับประกันความสอดคล้องและความสามารถในการทำซ้ำ
-
AWS CloudFormation / AWS CDK: เครื่องมือ IaC ดั้งเดิมที่ AWS จัดหาให้ CloudFormation ใช้ YAML หรือ JSON เพื่อกำหนดโครงสร้างพื้นฐาน AWS CDK อนุญาตให้ใช้ภาษาโปรแกรมที่คุ้นเคย (เช่น TypeScript, Python, Java ฯลฯ) เพื่อกำหนดทรัพยากรบนคลาวด์
- เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์: ใช้ CloudFormation StackSets เพื่อปรับใช้ทรัพยากรข้ามภูมิภาคและข้ามบัญชี CDK มีเลเยอร์นามธรรมระดับสูงที่สามารถลดความซับซ้อนในการกำหนดค่าทรัพยากรที่ซับซ้อนได้ เช่น การสร้างไปป์ไลน์ CI/CD
-
Terraform: เครื่องมือ IaC แบบโอเพนซอร์สที่รองรับแพลตฟอร์มคลาวด์หลายแห่ง รวมถึง AWS, Azure และ Google Cloud
- เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์: ใช้คุณสมบัติโมดูลาร์ของ Terraform เพื่อแบ่งคำจำกัดความของโครงสร้างพื้นฐานออกเป็นส่วนประกอบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ใช้ไฟล์ state ของ Terraform เพื่อจัดการสถานะ รับประกันความสอดคล้องของการกำหนดค่า
-
Serverless Framework: เครื่องมือ IaC ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับแอปพลิเคชัน Serverless รองรับแพลตฟอร์มคลาวด์หลายแห่ง ลดความซับซ้อนในการปรับใช้และจัดการแอปพลิเคชัน Serverless
- เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์: ใช้กลไกปลั๊กอินของ Serverless Framework เพื่อขยายฟังก์ชันการทำงาน เช่น การเพิ่มโดเมนแบบกำหนดเอง การกำหนดค่าการตรวจสอบสิทธิ์ API เป็นต้น
แพลตฟอร์มการประมวลผล
แพลตฟอร์มการประมวลผลเป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรม Serverless ใช้สำหรับดำเนินการตรรกะทางธุรกิจของแอปพลิเคชัน
-
AWS Lambda: บริการประมวลผลฟังก์ชันที่ AWS จัดหาให้ รองรับภาษาโปรแกรมหลายภาษา เช่น Python, Node.js, Java, Go, C# เป็นต้น
- เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์: ใช้ Lambda Layers เพื่อแชร์โค้ดทั่วไป ลดขนาดแพ็กเกจฟังก์ชัน ใช้ Lambda Extensions เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการตรวจสอบ ความปลอดภัย ฯลฯ ให้ความสนใจกับปัญหาการเริ่มต้นเย็นของ Lambda คุณสามารถใช้ Provisioned Concurrency เพื่ออุ่นฟังก์ชันล่วงหน้าได้
# ตัวอย่างฟังก์ชัน Python Lambda import json def lambda_handler(event, context): body = { "message": "Hello from Lambda!" } response = { "statusCode": 200, "body": json.dumps(body) } ```## แพลตฟอร์ม Serverless
แพลตฟอร์ม Serverless ช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้โค้ดโดยไม่ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์ ต่อไปนี้เป็นแพลตฟอร์ม Serverless ที่ได้รับความนิยม:
-
AWS Lambda: บริการประมวลผลแบบไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ของ Amazon Web Services (AWS) ที่ช่วยให้คุณเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ต้องจัดเตรียมหรือจัดการเซิร์ฟเวอร์
- เคล็ดลับ: ใช้ AWS Lambda Layers เพื่อแชร์โค้ดและไลบรารีระหว่างฟังก์ชันต่างๆ
import json def lambda_handler(event, context): # TODO implement return { 'statusCode': 200, 'body': json.dumps('Hello from Lambda!') }exports.handler = async (event) => { // TODO implement const response = { statusCode: 200, body: JSON.stringify('Hello from Lambda!'), }; return response }; -
Google Cloud Functions: บริการประมวลผลฟังก์ชันที่ Google Cloud ให้บริการ คล้ายกับ AWS Lambda
- เคล็ดลับ: Google Cloud Functions มี Cloud Logging และ Cloud Monitoring ในตัว ทำให้ง่ายต่อการบันทึกและตรวจสอบประสิทธิภาพ
-
Azure Functions: บริการประมวลผลฟังก์ชันที่ Microsoft Azure ให้บริการ รองรับภาษาโปรแกรมที่หลากหลายเช่นกัน
- เคล็ดลับ: Azure Functions รองรับทริกเกอร์ที่หลากหลาย เช่น HTTP, Queue, Timer เป็นต้น ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ได้
-
Deno Deploy: แพลตฟอร์ม Serverless ที่ผู้สร้าง Deno runtime environment ให้บริการ มีจุดเด่นคือความปลอดภัยสูงและประสิทธิภาพดี ดังที่ @@deno_land กล่าวไว้ Deno Deploy ให้บริการฐานข้อมูล serverless Postgres แบบทันที ซึ่งสามารถผสานรวมกับ Prisma ได้
- เคล็ดลับ: Deno Deploy เหมาะสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง
ที่เก็บข้อมูล
แอปพลิเคชัน Serverless มักจะต้องใช้ฐานข้อมูล NoSQL เพื่อจัดเก็บข้อมูล
-
Amazon DynamoDB: บริการฐานข้อมูล NoSQL ที่ AWS ให้บริการ มีคุณสมบัติความพร้อมใช้งานสูง ประสิทธิภาพสูง และขยายขนาดอัตโนมัติ ดังที่ @@Sanchit0496 กล่าวไว้ Lambda และ DynamoDB เป็นชุดค่าผสมที่ใช้กันทั่วไปในการสร้างแอปพลิเคชัน Serverless
- เคล็ดลับ: เลือกกลยุทธ์ดัชนีที่เหมาะสมตามสถานการณ์ทางธุรกิจ ใช้ DynamoDB Accelerator (DAX) เพื่อแคชข้อมูลและปรับปรุงประสิทธิภาพการอ่าน
-
Google Cloud Datastore: บริการฐานข้อมูล NoSQL ที่ Google Cloud ให้บริการ
- เคล็ดลับ: Google Cloud Datastore มีความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการธุรกรรม ACID
-
Azure Cosmos DB: บริการฐานข้อมูลหลายรูปแบบแบบกระจายทั่วโลกที่ Microsoft Azure ให้บริการ
- เคล็ดลับ: Azure Cosmos DB รองรับ API ที่หลากหลาย เช่น SQL, MongoDB, Cassandra เป็นต้น ซึ่งสามารถย้ายแอปพลิเคชันที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดาย
-
Turso Cloud: ดังที่ @@penberg กล่าวไว้ ไดรเวอร์ฐานข้อมูล Serverless ที่ Turso Cloud ให้บริการสามารถเข้าถึงได้โดยใช้
fetch()API เหมาะสำหรับฟังก์ชัน Serverless และ Edge ที่ไม่ต้องการฐานข้อมูลในเครื่อง- เคล็ดลับ: Turso Cloud เหมาะสำหรับการสร้างแอปพลิเคชัน Serverless ขนาดเล็ก
การจัดการ API
API Gateway ใช้เพื่อจัดการและปกป้อง API
-
Amazon API Gateway: บริการ API Gateway ที่ AWS ให้บริการ รองรับ REST API, WebSocket API และ HTTP API
- เคล็ดลับ: ใช้ฟังก์ชันการอนุญาตของ API Gateway เพื่อปกป้องความปลอดภัยของ API ใช้ฟังก์ชันแคชของ API Gateway เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของ API
-
Google Cloud API Gateway: บริการ API Gateway ที่ Google Cloud ให้บริการ
-
เคล็ดลับ: Google Cloud API Gateway ผสานรวมกับ Google Cloud Endpoints ทำให้ง่ายต่อการจัดการและปกป้อง gRPC API* Azure API Management: บริการ API Gateway ที่ Microsoft Azure ให้บริการ
-
เคล็ดลับ: Azure API Management รองรับวิธีการตรวจสอบสิทธิ์ที่หลากหลาย เช่น API Key, OAuth 2.0, OpenID Connect เป็นต้น
-
เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ AI/ML
ดังที่ @@GoogleDevsIN และ @@AWSstartups กล่าว สถาปัตยกรรม Serverless กำลังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในด้าน AI/ML
-
Google Cloud Run: แพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์ที่ Google Cloud ให้บริการ สามารถรันคอนเทนเนอร์แบบไม่มีสถานะ รองรับการขยายขนาดอัตโนมัติและการจ่ายตามการใช้งานจริง Google กำลังใช้ Cloud Run เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน Serverless AI ที่ปรับขนาดได้
-
AWS SageMaker: แพลตฟอร์ม Machine Learning ที่ AWS ให้บริการ สามารถใช้สร้าง ฝึกฝน และปรับใช้โมเดล Machine Learning ได้
- เคล็ดลับ: สามารถใช้ SageMaker Endpoint เพื่อปรับใช้โมเดล Machine Learning และเข้าถึงผ่าน API Gateway ได้
เครื่องมือที่มีประโยชน์อื่นๆ
- Prisma: เครื่องมือ ORM แบบโอเพนซอร์สที่สามารถลดความซับซ้อนในการดำเนินการฐานข้อมูล Deno Deploy แนะนำให้ใช้ Prisma อย่างเป็นทางการ
- ONNX: รูปแบบโมเดล Machine Learning แบบเปิดที่สามารถย้ายโมเดลระหว่างเฟรมเวิร์กต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
Serverless vs. VPS: จะเลือกอะไรดี?
ดังที่ @@rozzabuilds ตั้งคำถาม Serverless และ VPS (Virtual Private Server) ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย การเลือกขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้งานเฉพาะ
| คุณสมบัติ | Serverless | VPS |
|---|---|---|
| การดูแลรักษา | ไม่จำเป็นต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์ แพลตฟอร์มจัดการโดยอัตโนมัติ | ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์เอง รวมถึงการกำหนดค่า การบำรุงรักษา ความปลอดภัย ฯลฯ |
| ความสามารถในการขยายขนาด | ขยายขนาดอัตโนมัติ ปรับทรัพยากรโดยอัตโนมัติตามปริมาณการใช้งานจริง | ต้องกำหนดค่าการขยายขนาดด้วยตนเอง อาจต้องหยุดทำงานเพื่ออัปเกรด |
| ค่าใช้จ่าย | จ่ายตามการใช้งานจริง จ่ายเฉพาะทรัพยากรการประมวลผลที่ใช้จริงเท่านั้น | ค่าใช้จ่ายคงที่ ไม่ว่าจะใช้งานหรือไม่ก็ตาม |
| สถานการณ์ที่เหมาะสม | เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์, API Backend, งานประมวลผลเป็นชุด ฯลฯ | เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการรันในระยะยาว, แอปพลิเคชันที่ต้องการการกำหนดค่าแบบกำหนดเอง ฯลฯ |
| ความซับซ้อน | สถาปัตยกรรมค่อนข้างซับซ้อน ต้องเข้าใจแนวคิดและหลักการของ Serverless | สถาปัตยกรรมค่อนข้างง่าย เข้าใจง่าย |
| โดยรวม: |
- หากแอปพลิเคชันของคุณเป็นแบบ Event-Driven หรือต้องการการปรับใช้ที่รวดเร็วและการปรับขนาดอัตโนมัติ Serverless เป็นตัวเลือกที่ดี
- หากแอปพลิเคชันของคุณต้องการการทำงานในระยะยาว หรือต้องการการกำหนดค่าแบบกำหนดเอง VPS อาจเหมาะสมกว่า
สรุป
สถาปัตยกรรม Serverless นำมาซึ่งความสะดวกสบายมากมาย การเลือก Stack เทคโนโลยีที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญในการสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและปรับขนาดได้ หวังว่าเครื่องมือและแหล่งข้อมูลที่แนะนำในบทความนี้จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากข้อดีของ Serverless ได้ดียิ่งขึ้น และสร้างแอปพลิเคชันที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โปรดจำไว้ว่าการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการฝึกฝนคือเส้นทางที่จำเป็นในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Serverless ขอให้คุณประสบความสำเร็จในโลกของ Serverless!





